แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตารางฝึกเพาะกาย แสดงบทความทั้งหมด

High intensity training (HIT) อีกทางเลือกของการออกกำลังกาย

การที่คุณต้องใช้เวลาเล่นกล้าม อยู่ในยิมทั้งวันเป็นเรื่องโบราณไปแล้ว เพราะปัจจุบันนี้เราต่างมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ทั้งการงาน การเรียน ครอบครัว และเรื่องต่างๆ อีกสารพัดที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าคุณยังไม่รู้ งานวิจัยได้แนะนำให้คุณใช้เวลาในการฝึกให้น้อยลง แต่ฝึกให้เข้มข้นขึ้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
High intensity training
การฝึกด้วยความเข้มข้นสูง

Dorian Yates เคยพูดว่า "สิ่งที่ผู้คนเข้าใจผิดมากที่สุด คือ การใช้เวลาอยู่ในยิมเป็นเวลานานๆ สำหรับผมแล้ว ผมใช้เวลาเพียง 45-60 นาทีเท่านั้นสำหรับการฝึกในแต่ละวัน"
นักวิจัยแบ่งผู้ทดลองเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ฝึกแบบปกติ โดยฝึกท่าละ 4 เซ็ต ฝึก 8 ท่า กับอีกกลุ่มนึงให้ฝึกแบบ HIT (High Intensity Training) โดยใช้น้ำหนักที่มากกว่า และใช้จำนวนครั้งที่น้อยกว่า โดยกลุ่มทดลองกลุ่มแรกใช้เวลาในการการฝึกโดยเฉลี่ย 52 นาที แต่กลุ่มที่ฝึกแบบ HIT ใช้เวลาในการการฝึกโดยเฉลี่ย 22 นาที เท่านั้น โดยนักวิจัยวัดอัตราการเผาผลาญของผู้ทดลอง 2 ครั้ง คือ ก่อนการฝึก 22 ช.ม.  และหลังการฝึก 22 ช.ม.
จากผลการวัดอัตราการเผาผลาญหลังการฝึกเป็นเวลา 22 ช.ม. พบว่า สำหรับการฝึกแบบปกตินั้นจะมีอัตราการเผาผลาญสูงขึ้นจากปกติ 100 cal ส่วนการฝึกแบบ HIT จะมีอัตราการเผาผลาญสูงขึ้นจากปกติ 450 cal และยังพบอีกว่าการฝึกแบบ HIT เพิ่มอัตราการนำไขมันมาใช้เป็นพลังงานให้สูงขึ้นได้มากกว่าการฝึกแบบปกติอีกด้วย
นอกจากนี้ยังพบว่าการฝึกแบบ HIT ยังกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เกิดการสังเคราะห์โปรตีนได้ดีกว่าการฝึกแบบปกติอีกด้วย
สำหรับมือใหม่ที่ต้องการฝึกแบบ HIT นั้น ควรศึกษาท่าฝึก การฝึก และเทคนิคต่างๆ ให้ดีเสียก่อน เนื่องจากการฝึกด้วยน้ำหนักที่มากกว่าปกตินั้น เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นครับ และหากจะให้ดีควรมีผู้ช่วยคอยช่วยเซฟด้วยนะครับ 


3 ท่าทวิสต์เพื่อกล้ามท้องที่แข็งแรงและสวยงาม

ในปัจจุบันเมื่อเราเข้าฟิตเนสหรือยิม  มักจะเจอผู้คนมากมายพยายามทำซิทอัพหรือท่า crunch  แต่ไม่ได้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงอะไรเท่าที่ควร  ถ้าเราสังเกตเหล่านักกีฬาประเภทเหล่านี้  ได้แก่  นักมวย  นักกีฬาขว้างไกล  มวยปล้ำ  MMA  บาสเก็ตบอล  ฟุตบอล  เป็นต้น  คุณไม่สามารถที่จะเห็นกล้ามท้องของคุณ  เพียงแค่ออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยท่าซิทอัพเพียงลำพัง  อย่างนั้นแล้วคุณควรจะลองฝึกท่าประเภททวิสต์  เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้หลากหลายมุมมากขึ้น
ทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นใครเล่นท่าทวิสต์กันในยิม  ผมเดาว่าอาจเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหรือไม่อาจจะเป็นความขี้เกียจของหลายต่อหลายคน  เพราะซิทอัพนั้นทำได้ง่ายๆ  แต่ท่าทวิสต์นั้นเหนื่อยกว่า
ท่าทวิสต์นั้นจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเมื่อนำเอาบาร์เบล ดัมเบล มาช่วยแรงต้านทาน  และท่าทวิสต์นั้นมีมากมายหลากหลายมุมมาก  ซึ่งผมไม่อาจอธิบายได้ครบทุกมุม  ผมจึงได้เลือก  ท่า  ที่เป็นลำดับต้นๆของท่าทวิสต์  เพื่อกล้ามท้องที่แข็งแรงและสวยงาม
3 ท่าฝึกแบบทวิสต์  ได้แก่ 


1.  Standing Bar Twists
ฝึกท่านี้โดยเริ่มจากนำบาร์เบลมาวางไว้ที่หลัง  ในตำแหน่งที่สามารถแบกเอาไว้ได้  ท่านี้ค่อนข้างจะใช้งานพื้นที่นิดหน่อย  ควรเผื่อเหลือพื้นที่รอบตัวไว้ให้ดี  โดยยืนขากว้างกว่าไหล่นิดหน่อย  โดยบิดเอวไปทางด้านข้างให้ไกลเท่าที่จะทำได้  แล้วค่อยๆหมุนกลับมาอีกข้างทำสลับไปเรื่อยๆ  โดยการบิดเอวนั้นตำแหน่งของเท้าจะต้องไม่เคลื่อนที่ไปไหน  ให้เราบิดเท่าที่เราจะรักษาตำแหน่งของตัวเราได้อย่างมั่นคง  ทำ  เซ็ตเซ็ตละ  20  ครั้ง(10 ครั้งต่อข้างนั่นเอง)

2.  Standing Plate Twists
เริ่มจากยืนขากว้างกว่าไหล่นิดหน่อย  จับแผ่นน้ำหนักขึ้นมา  โดยเลือกน้ำหนักตามความแข็งแรงของแต่ละคนได้ตามเหมาะสม  โดยถือค้างไว้ความสูงระดับไหล่  แล้วบิดตัวเหมือนกับเรากำลังเล่น Bar Twists  โดยทำ  4   เซ็ตเซ็ตละ  20  ครั้ง(10 ครั้งต่อข้างนั่นเอง)

3.  Decline Situp Twists

ท่าออกกำลังกายต่อไปนี้  จะใช้เตียงซิทอัพแบบเอียงลง (roman chair)  โดยเลือกแผ่นน้ำหนักมา 1 แผ่นตามความแข็งแรงของผู้ฝึก  เริ่มฝึกโดยการทำซิทอัพแบบครึ่งเดียว(หลังจะไม่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้น)  จังหวะขึ้นให้ทำการบิดเอวไปด้านข้าง  โดยทุกครั้งจะเกร็งหน้าท้องไม่ให้ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นตลอด  ทำ  เซ็ตเซ็ตละ  20  ครั้ง(10 ครั้งต่อข้างนั่นเอง)

10 พฤติกรรมที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จ


รับประทานอาหารมากเกินไป
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกินมากกินน้อยเท่าไร ได้โปรตีนคาร์โบไฮเดรตมาเท่าไร ไขมันเท่าไร พวกเค้ามักจะใช้ตามองแล้วกะเองว่ากินนี่น่าจะได้พลังงานเท่านี้เท่านั้น แต่ความเป็นจริวไม่เหมือนกัน เช่นคุณซื้อสลัดผักมากินแต่หารู้ไม่ว่าพลังงานที่ได้รับมันเยอะถึง400-500-cal กันเลยทีเดียว ฉะนั้นผมว่าทำอาหารกินเองดีกว่า
2    กินโปรตีนไม่พอ
โปรตีนนี่ตัวสำคัญเลย มันช่วยในการซ่อมแซม การสร้างกล้ามเนื้อและฟังก์ชันต่างๆในร่างกายอีกมากมาย และหารู้ไม่ว่าโปรตีนมันช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญและยังทำให้ลดความอ้วนได้ และยังช่วยในการไปลดการกินอาหารประเภทอื่นๆอีกเพราะมันย่อยยากและให้พลังงานไม่มากเหมือนไขมัน เห็นอย่างนี้แล้วก็ควรกินโปรตีนให้พอดีนะครับ
3.       กินจุกจิก
จะเห้นกันบ่อยๆที่ผู้หญิงชอบซื้อของมากิน กินไม่เยอะหรอก แต่กินบ่อยเกิน ไอ่ของกินก็มีแต่น้ำตาลทั้งนั้น หารู้ไม่ว่ายิ่งกินยิ่งอ้วน ฉะนั้นควรหยุดพฤติกรรมกินจุกจิกได้และ
4.       กินอาหารมีคุณค่าทางอาหารมากเกินไป
อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารจะมีประโยชนืก็ต่อเมื่อกินอาหารในปริมาณที่เกหมาะสมไม่ใช่เอะอะๆก็มีแต่กินๆและอ้างว่า มันมีประโยชน์ไม่อ้วนหรอก เช่น กินถั่ว กินผลไม้ พอกินเยอะๆน้ำตาลไขมันก็เยอะตามสิ ลดความอ้วนกันไม่ได้เลยทีเดียว ฉะนั้นควรจะกินให้พอดีกับพลังงานที่จะใช้นะครับ
5.       ความเข้มข้นในการออกกำลังกายไม่พอ
เห็นบ่อยๆคนตามฟิตเนสที่มาลดความอ้วนแต่ลดมากี่เดือนๆก็ลดไม่ลง สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งก็คือคุณฝึกไม่พอ คุณคิดว่ามันหนักสำหรับคุณแล้วแต่ความเป็นจริงมันยังไม่หนักพอที่จะทำให้คุณลดไขมันได้เยอะๆเลย ฉะนั้นไปเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกก็จะช่วยลดความอ้วนได้
6.       ทำคาร์ดิโอเยอะเกินไป
หลายคนอยากลดความอ้วนก็วิ่งเอาเป็นเอาตายสุดท้ายก็ยังลดไม่สำเร็จอยู่ดีเพราะ การวิ่งเยอะเกินไปมันทำให้เพิ่มการสร้าง Cortisol เยอะ ทำให้ไปเพิ่มไขมันหน้าท้องและปัญหาสุขภาพอีกมากมาย
ฉะนั้นค่อยๆเพิ่มการวิ่งไป เช่นสัปดาห์แรก 2-3วันต่อสัปดาห์ ต่อมาค่อยเพิ่มการวิ่งไปเรื่อยๆ ถ้าลดไม่ลงก็คงต้องหาวิธีการบดอื่นๆเช่นวิ่งสปริ๊นหรืออื่นๆก็ว่ากันไป
7.       ความเครียด
ยิ่งคุณเครียดยิ่งมี Cortisol เยอะมากขึ้น ยิ่งไปเพิ่มการเก็บไขมันในร่างกาย ฉะนั้นต้องอย่าเครียด หาอะไรทำให้มันผ่อนคลาย เพราะคุณเครียด ต่อให้ออกกำลังดี กินอาหารเป๊ะ มันก็ลดยากอยู่ดี
8.       พักผ่อนไม่เพียงพอ
ปัจจัยสำคัญอีกอย่าง หากคุณนอนน้อย ร่างกายก็ยิ่งเพิ่ม Stress hormone มากขึ้นก็ยิ่งเก็บไขมันมากขึ้น และยังไปเพิ่ม insulin ที่มีผลไปเพิ่มการเก็บไขมันอีก ฉะนั้นควรนอนให้เพียงพอ สัก7-8ชม.กำลังดี
9.       ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำจะไปช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานให้มากขึ้น ช่วยชำระล้างของเสียภายในและยังช่วยในการยับยั้งความหิวได้ด้วย ดังนั้นดื่มให้เพียงพอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมัน
1   ความตั้งใจการในการลดน้ำหนัก
ปัจจัยสำคัญที่สุด หากคุณไม่มีเป้าหมาย ไม่เคร่ง ไม่อดทน สักวันก็ต้องหยุดลดน้ำหนักอยุ่ดี สุดท้ายก็อ้วนเหมือนเดิม ฉะนั้นคุณควรจะตั้งเป้าหมายในการลดและก็ตั้งใจทำ มีความอดทน ไม่ย่อท้อในการลดน้ำหนัก เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

สุดท้ายการลดน้ำหนัก การทำให้ตัวเองหุ่นดีขึ้น มันก็มีประโยชน์กับตัวเองดังนั้นตั้งใจทำให้สุขภาพตัวเองดีซะเถอะนะตอนนี้ดีกว่าไปเจ็บปวดออดแอดๆในภายหลัง



เพาะกาย ลดน้ำหนัก >> สิ่งที่เรียกว่าเพาะกาย



ในบทความนี้ผมจะแสดงความคิดเห็นของผมกับการเพาะกายที่ผมรู้จัก  ซึ่งผมได้ลองไปศึกษา ตลอดจนการปฏิบัติมาต่างๆ ซึ่งบางอย่างอาจจะมีคนไม่เห็นด้วย ก็ขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
"เพาะกาย" ที่ผมรู้จักนั้นต่างมีด้วยกันหลายแบบ ตามจุดประสงค์ของบุคคลเหล่านั้น เช่น เป็นนักกีฬาอาชีพไปเลยเพื่อเป็นการหารายได้เลี้ยงตัวเองหรือครอบครัว บางคนก็เลือกเพาะกายเป็นกีฬาประจำตัว  บ้างก็เป็นงานอดิเรกยามว่าง  หรือบางคนมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาตัวเอง อยากมีรูปร่างดี เป็นต้น
แต่หลายคนก็แยกไม่ออกกันว่าแบบไหน "เพาะกาย" อันไหน "ฟิตเนส" .อันไหน "ยกน้ำหนัก" ขออธิบายก่อนแล้วกันครับ
นักกีฬายกน้ำหนัก

ยกน้ำหนัก คุณคงเคยดูการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักมากันพอสมควรนะครับ  ซึ่งคุณจะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นจะต้องยกท่าต่างๆ ที่มีในการแข่งขันเท่านั้น  ยกตัวอย่างเช่น  ท่าที่รู้จักกันดี คือท่า clean and jerk ซึ่งท่าเหล่านี้จะต้องฝึกให้ยกให้ได้น้ำหนักที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในการยกเพียง 1 ครั้ง  โดยจะฝึกกล้ามเนื้อและข้อต่อ  ที่จะใช้ในการยกน้ำหนักท่านั้นๆเป็นหลัก  ซึ่งต่างจากการเพาะกายที่จะฝึกกล้ามเนื้อทั่วร่างให้สมดุลกัน  และจำนวนในการยกน้ำหนักนั้น  จะยกจำนวนครั้งมากกว่าการฝึกสไตล์นักยกน้ำหนัก  โดยจำนวนที่มักเล่นกันคือ 8-12 ครั้ง เพื่อกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้น

ฟิตเนส  ลักษณะของฟิตเนส จะเน้นความสมดุลของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อใหญ่โต เหมือนกับการเล่นเพาะกาย เน้นการเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด ความยืดหยุ่น และความแข็งแรงทั่วไปของกล้ามเนื้อ โดยจะฝึกให้สมดุลของทุกอย่างที่ได้กล่าวมาพร้อมๆกัน
Lee Priest นักเพาะกายระดับ
อาชีพชาวออสเตรเลีย












เพาะกาย   เพาะกายมีเป้าหมายหลากหลาย แปรเปลี่ยนไปตามเป้าหมายของแต่ละคน การฝึกก็จะคล้ายๆกัน  แต่จะแตกต่างกันบ้าง  ผมขออธิบายและวิเคราะแต่ละเป้าหมาย
1.กระแสนิยม  ผมไปยิมหรือฟิตเนส ผมชอบเจอคนที่มาเมื่อเป้าหมายนี้เป็นส่วนใหญ่ จากภาพยนตร์ จากจอโทรทัศน์ โดยเฉพาะดาราจากฝั่งยุโรป เกาหลีก็เริ่มมีให้เห็นกันเยอะแยะ เล่นแบบไม่รู้เรื่องอะไร แค่พอให้ตามยุคตามสมัยทันเฉยๆ
ตัวอย่างเพาะกายนายแบบ
ซึ่งเป็นแรงจูงใจของหลายๆคน

2.เพื่อพัฒนาหุ่นและบุคลิกภาพ  ได้แก่  อยากตัวใหญ่ขึ้น  เพาะกายเพื่อลดน้ำหนัก   ซึ่งมาจากหลายๆแรงจูงใจ อยากทำให้แฟนประทับใจ  อยากเล่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ดูหล่อ ดูสวยขึ้นกว่าเก่า ซึ่งเมื่อหมดแรงจูงใจก็มักจะเลิกกันไปง่ายๆ

3.เพื่อสุขภาพ เล่นเพื่อให้คงความแข็งแรงเอาไว้ อาจมีการนำเอาหลักฟิตเนสมาใช้ ในบางอย่าง เช่น การคาร์ดิโอ เป็นต้น โดยเน้นที่การสร้างและรักษากล้ามเนื้อเอาไว้ให้มากที่สุด
4.เพื่อการแข่งขันระดับอาชีพ  โดยในเป้าหมายนี้  จะเป็นเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จได้  ต้องมีระเบียบวินัยมาก  ทั้งโภชนาการ อาหารหลัก อาหารเสริม  การฝึกฝนหลากหลายรูปแบบ   โดยเน้นความใหญ่ของกล้ามเนื้อ และสมดุลกันของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย การพักผ่อนต้องเพียงพอ และต้องทำอยู่แบบนั้นอยู่ตลอด
สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนัก หรืออะไรก็ช่าง ก็ถือว่าเป็นการทำเพื่อตัวของคุณเอง เพาะกายสำหรับผม เป็นสิ่งที่เราเลือกทำเพื่อตัวของเราเอง พัฒนาตนเองไปในทางที่ดี ทำให้เรารู้จักระเบียบวินัยในตนเอง รักในการออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพของตนเอง  ก็หวังว่าทุกคนในที่นี้จะรักการออกกำลังกายอย่างนี้ตลอดไปครับ